โทร

074 - 200200

โทร

074 - 200200

อุบัติเหตุฉุกเฉิน

074 - 200201

สุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากการป้องกัน ด้วยการฉีดวัคซีน

ฝ่ายการตลาด | 25 มีนาคม 2568 เวลา 14:53

การป้องกันโรคด้วยวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องสุขภาพและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรง การรับวัคซีนอย่างเหมาะสมและตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา เพื่อให้คุณและครอบครัวของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัย

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรค ทุกช่วงวัยด้วยวัคซีน


ทำไมเราถึงต้องฉีดวัคซีน
       การที่เราจำเป็นจะต้องฉีดวัคซีนนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรง โดยเฉพาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากการฉีดวัคซีนนั้นจะช่วยลดการแพร่ระบาดและลดผลกระทบที่ร้ายแรงของโรคต่อผู้ป่วย

การฉีดวัคซีนมีประโยชน์อย่างไร

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนคือส่งผลในการป้องกันโรคของตัวเด็กเอง และประโยชน์ทางอ้อมคือเมื่อเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคนั้นๆแล้ว โรคนั้นจะไม่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคติดเชื้อในเด็ก

 

วัคซีนชนิดต่างๆ


1. วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค 

- ฉีด 0.1 มล. ในชั้นผิวหนังที่ไหล่ซ้าย
- ถ้าไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้น และไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับมาก่อน ให้ฉีดได้ทันท
- ถ้าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน ไม่ต้องฉีดซ้ำแม้ไม่มีแผลเป็น


2 . วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน

- เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน


- ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดับ


- ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG


- กรณีทารกได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน


- กรณีทารกไม่ได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน


- ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนรวมที่มีทั้ง คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี (DPT-HB) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน แต่ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวกและทารกไม่ได้ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย(รวมเป็น 5 ครั้ง)


3. วัคซีนตับอักเสบบี

- เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน


- ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดั


- ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG


- กรณีทารกได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน


- กรณีทารกไม่ได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน


- ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนรวมที่มีทั้ง คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี (DPT-HB) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน แต่ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวกและทารกไม่ได้ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย(รวมเป็น 5 ครั้ง)

 

4. วัคซีนโปลิโอ

- ให้หยด bivalent OPV (type1, 3) 5 ครั้ง ร่วมกับฉีด IPV 1 ครั้งที่อายุ 4 เดือน


- สามารถใช้ชนิดฉีด (ปัจจุบันรวมอยู่กับวัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก) แทนชนิดกินได้ทุกครั้ง หากใช้ชนิดฉีดอย่างเดียวโดยตลอดอาจให้เพียง 4 ครั้ง โดยงดเมื่ออายุ 18 เดือนได้

 

5. วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม

- ให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2-4 ปี (กระทรวงสาธารณสุขให้ที่อายุ 2 ปีครึ่ง)


- กรณีที่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใสในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ทุกครั้งในเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ที่อายุ 2-4 ปีแทนการฉีดวัคซีนแบบแยกเข็มพบว่ามีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกัน


- การใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12-23 เดือนมีโอกาศเกิดการชักจากไข้ได้มากกว่าการฉีดแบบแยกเข็ม กรณีที่เคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้ใช้วัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR และ VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน


6. วัคซีนนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต

- ควรให้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ชนิดรุกราน (invasive disease) หรือรุนแรง (severe) และในเด็กแข็งแรงปกติที่อายุน้อยกว่า 5 ปี


- ปัจจุบันมีวัคซีนชนิด 10 สายพันธุ์( PCV10) และชนิด 13 สายพันธุ์( PCV13 ) ให้สามครั้งเมื่ออายุ 2,4,6 เดือน และให้ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-15 เดือน โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน หากเริ่มฉีดช้าให้ฉีดตามตาราง


- ในเด็กปกติ อาจพิจารณาให้ฉีดแบบ 2+1 (รวมเป็นการฉีด 3 ครั้ง) คือฉีดเมื่ออายุ 2, 4 และ 12-15 เดือน

 


7. วัคซีนไข้หวัดใหญ่

- พิจารณาให้ฉีดในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และ- เด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่จะเป็นโรคเรื้อรัง(รวมหอบหืด) โรคหัวใจ โรคอ้วนที่ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคเรื้อรัง เป็นต้น


- ถ้าอายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีดสองเข็มห่างกัน 1 เดือน กรณีที่ปีแรกได้ไปฉีดเพียงครั้งเดียว ปีถัดมาให้ฉีดสองครั้ง จากนั้นจึงสามารถฉีดปีละครั้งได้